8 อุตสาหกรรม กับ 5 ปัจจัยการผลิต ที่ใครก็สู้จีนไม่ได้
ตอบหัวข้อเพิ่ม คลิกที่นี่

...ในปี 2553 จีนได้แซงญี่ปุ่น ขึ้นมากลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เชื่อว่าจีนยังต้องใช้เวลาอีก 20-30 ปีจึงจะก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่จากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของ 24/7 Wall St. เหมือนว่า เวลานี้ อุตสาหกรรมจีนได้แซงหน้าอุตสาหกรรมที่เคยแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ในหลายๆ ภาคส่วนแล้ว

โดยข้อมูลพบว่าใน 2 ปีมานี้ อุตสาหกรรมใหญ่ ๆที่จีน ก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก ฝ้าย การลงทุน การผลิตรถยนต์ ผลิตเบียร์ ถ่านหิน และเทคโนโลยีไฮเทค

1.อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งจีนมีกำลังผลิตในปี 2553 อยู่ที่ 627 ล้านเมตริกตัน ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 80 ล้าน เมตริกตัน

2.อุตสาหกรรมฝ้าย จีนมีกำลังผลิตในปี 2554 ที่ 7.3 ล้านเมตริกตัน สหรัฐฯ 3.4 ล้านฯ

3.มูลค่าการลงทุนในหุ้น I.P.O.s ซึ่งในปี 2554 จีนมีมากกว่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มี 30,700 ล้านดอลลาร์ฯ

4.อุตสาหกรรมผลิตยาสูบ ปี 2553 กำลังผลิตของจีนอยู่ที่ 3 ล้านเมตริกตัน สหรัฐฯ อยุ่ที่ 0.33 ล้านเมตริกตัน

5.อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ กำลังผลิตของจีนในปี 2553 อยู่ที่ 18.3 ล้านคัน สหรัฐฯ อยู่ที่ 7.8 ล้านคัน

6.อุตสาหกรรมผลิตเบียร์ กำลังผลิตจีนในปี 2553 อยู่ที่ 443.8 ล้าน เฮกโตลิตร สหรัฐฯ อยู่ที่ 227.8 ล้าน เฮกโตลิตร

7.อุตสาหกรรมถ่านหิน จีนผลิตในปี 2553 ได้ 3,240 ล้านตัน สหรัฐฯ ผลิต 985 ล้านตัน

8.อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไฮเทค ในปี 2551 จีนมีมูลค่าการผลิต 348,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มี 142,000 ล้านดอลลาร์ฯ

เนียล เฟอร์กูสัน นักประวัติศาสตร์ บรรณาธิการผู้ช่วยฯ ของบลูมเบิร์ก เคยเรียกจีนว่า เป็น "เครื่องจักร" ของเศรษฐกิจโลก และว่า หากไม่มีจีน เศรษฐกิจโลกอาจถึงความวิบัติ ไม่ใช่เพียงถดถอย

แต่หลายฝ่ายก็มีความกังวลว่า "เครื่องจักร" นี้ อาจจะพังได้ในอนาคต โดยคาดคำนวณจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ประชากรผู้สูงอายุ เศรษฐกิจฟองสบู่ และกระทั่งวาระการเปลี่ยนผู้นำที่กำลังจะมาถึง

อย่างไรก็ตาม ไฟแนนเชียลไทม์ส ได้มีเหตุผลในการคัดง้างกับความกังวลเหล่านั้น ด้วยข้อมูลที่เสนอให้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไร จีนก็จะยังคงรักษาสถานะความเป็น "โรงงาน" ของโลกไว้ได้ โดยไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุปัจจัยแข็งแกร่งของจีนนี้ มีถึง 5 เรื่องคือ

1.ทักษะความชำนาญ ที่ผู้บริหารจีนทั้งในระดับกลางและระดับอาวุโส ซึ่งผ่านประสบการณ์ การทำงาน ตลอด 20 - 30 ปี โดยจำนวนเปรียบเทียบแล้ว คนงานจีนเหล่านี้ มีมากประหนึ่งกองทัพอุตสาหกรรม ซึ่งแทบไม่ม่ที่ไหนในโลกสามารถเทียบเคียงได้

2. สัดส่วน ค่าแรงของโรงงานจีนขยับไกล้กับค่าแรงงานในยุโรปตะวันออกมากขึ้น อาทิ โรมาเนียและบัลแกเรีย แต่ผู้ผลิตต่างๆ ของโลก ก็จะยังมองจีนเป็นฐานการผลิตอยู่ดี เพราะกำลังแรงงานที่มีมากมายไม่จำกัด พร้อมจะป้อนเติมเข้ามาได้ตลอดเวลา

3.ปัจจัยสาธารณูปโภค ซึ่งจีนสร้างโครงข่ายมหาศาล ทั้งทางบก น้ำ อากาศ ท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ ซึ่งรุดหน้าไปไกลกว่าชาติอื่นๆ

4.บริหารห่วงโซ่การผลิต โดยหลังจากตลอด 30 ปีแห่งการผลิต ทำให้ในหลายภาคอุตสาหกรรม จีนสามารถ ก่อตั้งเครือข่ายครบวงจรห่วงโซ่การผลิต แม้ว่าจะมีกิจการต่างชาติอยู่ในข้อต่อเหล่านี้ก็ตาม อาทิ ผู้ผลิตญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้

5. ลูกค้าในอนาคต - ขณะที่สินค้าที่ส่งออกจากท่าเรือของจีน ไปขายให้กับผู้บริโภคทั่วโลก เป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจภาคส่งออก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้สร้างระบบคมนาคมขนส่งสินค้า เพื่อขับเคลื่อนภาคการบริโภคในประเทศ โดยทุกวันนี้ สินค้าจะส่งตรงจาก กว่างตง ไปยังภูมิภาคตอนกลางและตอนเหนือ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีลูกค้าในอนาคตของสินค้าจีนรออยู่มหาศาล

ทั้งนี้ การมุ่งทิศทางเศรษฐกิจภายในประเทศนี้ ยังเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้จีนไม่ต้องประสบความผันผวนอันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจโลก จนทำให้กระทบต่อการผลิตส่งออกของจีน ดังนั้นจากปัจจัย ทั้ง 5 เหล่านี้ ไฟแนนเชียล ไทม์ส จึงคิดว่า เศรษฐกิจจะยังคงเดินหน้า และจะกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งได้ในที่สุด


จากคุณ Mac เมื่อวันที่ 9/3/2555 8:22:08


ขอเชิญร่วมตอบหัวข้อครับ
ผู้ตอบ :      

ข้อความ :
     
รูปภาพ :      
           (รับไฟล์ jpg, gif, png ขนาดไม่เกิน 300 Kb)
CAPTCHA
Image
            *โปรดใส่ตัวเลขด้านล่างเพื่อความปลอดภัยในการส่งข้อมูล
              This Is CAPTCHA Image

กลับหน้าแรก webboard